|
News -
Uni Thailand
|
|
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon
|
|
พฤหัสบดี, 15 ตุลาคม 2009 04:36 |
 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2009 คนงานไทยกว่า 5000 คน ภายใต้ชื่อคณะทำงานผลักดันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ร่วมรณรงค์ผลักดันให้รัฐบาลไทยรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ98 โดยในการรณรงค์ดังกล่าวได้ยื่นหนังสือต่อผู้แทน ILO และผู้แทน GUFs ทั่วโลกให้ร่วมกดดันรัฐบาลไทยให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญา ILO ทั้ง 2 ฉบับ จากนั้งได้เคลื่อนขบวนไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาลยื่นหนังสือต่อพลตรีสนั่น ขจรประสาสน์ ให้รัฐบาลรัฐรองอนุสัญญาทั้งสองฉบับโดยด่วน ทั้งนี้คณะทำงานผลักดันอนุสัญญาฯ มีมติในการชุมนุมเพื่อติดตามเรื่องดังกล่าวนี้อีกครั้งในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2009 ดูภาพบรรยากาศการรณรงค์ได้ที่ http://www.unithailand.org/index.php?option=com_expose&Itemid=88
|
|
แก้ไขล่าสุด ( พฤหัสบดี, 15 ตุลาคม 2009 05:08 )
|
|
News -
Uni Thailand
|
|
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon
|
|
อังคาร, 06 ตุลาคม 2009 08:04 |
แถลงการณ์คณะทำงานผลักดันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ฉบับที่ 2/2552 เรื่อง รัฐบาลไทยต้องให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98“หมดเวลาแล้ว สำหรับการยื้อเวลาในการให้สัตยาบัน.... ....รับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98” “รัฐบาลไทยต้องให้สัตยาบันรับรองอนุ สัญญา ILO ทั้ง 2 ฉบับ โดยด่วน”
ในวันนี้ (7 ตุลาคม 2552) เนื่องในวันรณรงค์เพื่องานที่มีคุณค่า (World Decent Work’s Day) พวกเราเครือข่ายองค์กรแรงงานต่างๆ ในนามของคณะทำงานผลักดันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 อันประกอบด้วย สภาองค์การลูกจ้าง , สหพันธ์แรงงาน , กลุ่มสหภาพแรงงาน , คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย , สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ รวมไปถึง สมาชิกสหพันธ์แรงงานระดับสากล (GUF) ในประเทศไทย ได้ออกมารณรงค์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 อย่างเร่งด่วนที่สุด การสร้างงานที่มีคุณค่าจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากรัฐบาลไม่รับรองอนุสัญญาหลักทั้ง 2 ฉบับ ในโอกาสครบรอบ 90 ปี ของการก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ และการเข้าเป็นประเทศภาคีสมาชิกองค์กรแรงงานระหว่างประเทศของประเทศไทย ในปี 2552 นี้ เป็นวาระสำคัญในการให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ การที่รัฐบาลไม่รับรองอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว เป็นเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้แรงงานมีข้อจำกัดในการรวมตัวจัดตั้งเป็นองค์กรของคนงานและมีข้อจำกัดในการเจรจาต่อรอง ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของคนงาน และแสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจในคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน ที่จะได้มาโดยรูปแบบการรวมตัวและเจรจาต่อรองกับอำนาจทุน ดังนั้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาของผู้ใช้แรงงานซึ่งมีจำนวนมากถึง 35 ล้านคน รัฐบาลไทยต้องให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 โดยทันที ทั้งนี้หากรัฐบาลไทยยังเพิกเฉย ไม่ให้ความสำคัญต่อการให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญา ILO ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว พวกเราในนามของคณะทำงานผลักดันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ก็จะมีการรณรงค์กดดันอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ในประเทศและการรณรงค์ในระดับสากลร่วมกับพี่น้องผู้ใช้แรงงานทั่วโลก |
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
News -
Uni Thailand
|
|
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon
|
|
อังคาร, 06 ตุลาคม 2009 04:27 |
"รัฐบาลไทยต้องรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 โดยด่วน"
"ILO Conventions 87 & 98 RATIFY NOW...!"ขบวนการแรงงานไทย ภายใต้ชื่อ คณะทำงานผลักดันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ร่วมกันรณรงค์ให้รัฐบาลไทยให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 โดยมีการนัดรวมตัวกันในวัอังคารที่ 7 ตุลาคม 2552 เวลา 10.00 น. หน้าอาคารสหประชาชาติ (UN) ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ "ลงแรง ลงขัน หยุดงาน 1 วัน เพื่อคุณภาพชีวิตการทำงาน"คนงานไทยพร้อมลงใจ ลงแรง ร่วมกันหยุดงาน เพื่อชุมนุมรรณรงค์ ในวันที่ 7 ตุลาคม 2552 เวลา 10.00 น. หน้าอาคารสหประชาชาติ สำหรับรายละเอียดข้อเรียกร้องและแถลงการณ์จะนำขึ้นเวบไซต์ให้ทราบต่อไป |
|
News -
Uni Thailand
|
|
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon
|
|
อาทิตย์, 16 สิงหาคม 2009 05:58 |
|

เนื่องด้วยคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ร่วมกับ โซริดาริตี้เซ็นเตอร์ ประเทศไทย (Solidarity Center Thailand) และเครือข่ายพันธมิตรเพื่อแรงงานนานาชาติ (ALNI) กำหนดจัดสัมมนา เรื่อง "วิกฤตเศรษฐกิจกับผลกระทบของผู้ใช้แรงงาน ทางออกบนความร่วมมือระหว่างรัฐกับขบวนการแรงงาน" ในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2552 ระหว่างเวลา 09.30-15.30 น. ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ราชดำเนิน กรุงเทพ รายละเอียดตามกำหนดการด้านล่างนี้ |
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
News -
Uni Thailand
|
|
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon
|
|
อังคาร, 26 พฤษภาคม 2009 06:58 |
เครือข่ายองค์กรแรงงานต่างๆ ร่วมคัดค้านการลดเงินสมทบประกันสังคมบทความโดย...ทีมวิชาการ UNI-TLC และ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) มีมติเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2552 ให้มีการลดอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ทั้งในส่วนของนายจ้างและลูกจ้างจากฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง เหลือในอัตราฝ่ายละ 3% ของค่าจ้าง โดยรัฐบาลยังคงจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในอัตรา 2.75% ของค่าจ้างอยู่เช่นเดิม โดยกระทรวงแรงงานได้นำมติดังกล่าวเสนอขอความเห็นนอกรอบต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 โดยกระทรวงแรงงานในฐานะหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลพิจารณาเห็นว่า การลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้บางส่วน เนื่องจากมาตรการนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มสภาพคล่องของสถานประกอบการและเพิ่มกำลังซื้อสินค้าและบริการของลูกจ้าง ผู้ประกันตน ซึ่งเป็นผลทางอ้อมไปสู่การจ้างงาน และการมีงานทำของประชาชน ทั้งนี้การลดอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม กระทรวงแรงงานคาดการณ์ว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ประมาณวันที 1 กรกฎาคม 2552 และมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 รวม 6 เดือน จากนั้นให้กลับมาใช้ในอัตราเดิม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป มติดังกล่าวนำมาสู่ความห่วงใยและกังวลใจของผู้ประกันตน จึงทำให้คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยยื่นหนังสือคัดค้านในประเด็นดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2552 ณ โรงแรมรามาการ์เด้น ในการสัมมนา "การลดเงินสมทบประกันสังคม ใครได้ประโยชน์...ใครเสียประโยชน์" ซึ่งจัดโดยกรรมาธิการการแรงงานฯ วุฒิสภา เนื่องจากเห็นว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่นายจ้างมากกว่าลูกจ้าง หรือการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวนี้อย่างเร่งรีบ โดยไม่มีกระบวนการฟังเสียงลูกจ้างและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหรือเห็นต่าง ซึ่งแท้จริงแล้วจำเป็นต้องการให้ศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจประกาศลดเงินสมทบประกันสังคม เพราะผลพวงที่ตามมา คือ กองทุนประกันสังคม ต้องสูญเงินไปถึง 15,600 ล้านบาท |
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
News -
Uni Thailand
|
|
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon
|
|
อังคาร, 26 พฤษภาคม 2009 06:20 |
|

แถลงการณ์ร่วม คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) เครือข่ายสหภาพแรงงานสากล ในประเทศไทย (UNI-TLC) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เรื่อง ให้รัฐบาลยกเลิกการขึ้นภาษีน้ำมัน จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ในขณะนี้ แต่ละประเทศต่างพยายามหาหนทางในการไขปัญหาของตนเอง ประเทศไทยซึ่งระบบเศรษฐกิจของประเทศยังคงต้องพึ่งพาต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งการลงทุนและการส่งออกผลผลิต และเมื่อระบบเศรษฐกิจโลกประสบกับปัญหาทำให้ประเทศไทยก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นเดียวกัน เมื่อมีปัญหาตลาดสินค้าในต่างประเทศไม่สามารถส่งออกสินค้าไปขายได้ทำให้สถานประกอบการจำนวนมากต้องปิดกิจการ เลิกจ้างคนงาน และสิ่งที่ตามมาคือรัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ตามเป้าที่วางไว้ ทำให้รัฐบาลต้องไปกู้เงินต่างประเทศถึง 800,000 ล้านบาท และปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ลงจาก 1.9 ล้านๆบาท เหลือ 1.7 ล้านๆบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการบริการสาธารณะที่รัฐบาลจะให้แก่ประชาชนในอนาคต ความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาด้วยการการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้ประชาชนใช้จ่ายเงินมากขึ้นด้วยนโยบายต่างซึ่งดูแล้วล้วนเป็นนโยบายแก้ปัญหาระยะสั้นไม่ยั่งยืนเช่นโครงการแจกเงิน 2,000 บาท ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลนำมาโฆษณาผลงานบอกประชาชนถึงความสำเร็จ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวซึ่งแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจโลกโอกาสจะฟื้นตัวคงต้องใช้ระยะเวลา และล่าสุดประเทศไทยเอง สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ประกาศปรับลดตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาส 1/2552 ติดลบ 7.1 เปอร์เซ็นต์ และแนวโน้มจะติดลบในปี 2552 ถึง 3.5 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกหดตัวรุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ |
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
|
|
|
|
|
หน้า 1 จาก 12 |