|
News -
Activities
|
|
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon
|
|
วันจันทร์, 06 เมษายน 2009 10:06 |
|
แถลงการณ์คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ฉบับที่ 1/2552 “ไม่ใช่แค่หนึ่งชีวิต..แต่คือทั้งหมดครอบครัว..ที่กระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้”
สิ้นเดือนมีนาคม 2552 - 23,712 คน ถูกเลิกจ้าง โรงงาน/บริษัทปิดกิจการไปแล้ว 272 แห่ง ตั้งแต่มกราคม 52 - 163,726 คน ถูกเลิกจ้าง โรงงาน/บริษัทปิดกิจการไปแล้วกว่า 1,000 แห่ง ตั้งแต่ต้นปี 51 - 227,000 คน ถูกลดค่าจ้าง และค่าล่วงเวลา (โอที) ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสิ่งทอ - 2 ล้านคน เป็นอย่างต่ำ ที่ถูกคาดการณ์ว่าจะตกงานในปีนี้ - 5 อันดับแรก จังหวัดที่มีการเลิกจ้างมากที่สุด คือ สมุทรปราการ ปทุมธานี อยุธยา กรุงเทพมหานคร และฉะเชิงเทรา จากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่เริ่มต้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจนเกิดผลกระทบไปทั่วโลก และประเทศไทยเองก็ตกอยู่ในภาวะดังกล่าวอย่างยากจะหลีกเลี่ยง วิกฤติครั้งนี้ส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจอย่างรุนแรง จนนำมาสู่ปัญหาการเลิกจ้างแรงงานอย่างมโหฬาร โดยเฉพาะแรงงานที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมการส่งออก ดังเช่น ลูกจ้างในกิจการผลิตยางรถยนต์กว่า 2 หมื่นคน ในโรงงานทั่วประเทศ ที่กำลังประสบปัญหาเดือดร้อนอย่างหนักที่จะถูกเลิกจ้าง ถูกลดชั่วโมงทำงาน และไม่จ่ายเงินเดือน ในขณะที่ไม่มีการคิดถึงการลดค่าจ้างฝ่ายบริหารเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ค่าจ้างฝ่ายบริหารสูงมาก ชี้ให้เห็นว่าเป็นการผลักภาระให้แต่เพียงฝ่ายลูกจ้างเท่านั้น - ลูกจ้างบริษัทผลิตยางกู๊ดเยียร์ 160 คน ต้องถูกปลดออกจากงาน โดยผู้บริหารไม่มีการแจ้งให้รับทราบก่อน - ลูกจ้างบริษัทสยามมิชลิน พระประแดง สมุทรปราการ และ แหลมฉบัง ระยอง กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก นายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน ลดเวลาทำงานของลูกจ้างทุกคน รวมทั้งถูกปรับลดเงินเดือนถึง 13 % - ลูกจ้างบริษัทแคนาดอล เอเชีย และบริษัทแคนาดอลไพพ์ กำลังอดตาย เพราะนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง และไม่รับกลับเข้าทำงาน ทั้งๆที่บริษัทสยามมิชลิน ขายยางส่งออกทั่วโลกเป็นอันดับ 1 มีการขยายโรงงานต่อเนื่อง ตลอดเวลาที่ดำเนินกิจการมาเป็นเวลา 20 ปี บริษัทฯมีผลกำไรอย่างต่อเนื่อง สิ้นปี 50 มีกำไรถึง 1,114 ล้านบาท บริษัทแคนาดอล ตั้งมาตั้งแต่ปี 2523 บริษัทฯมีกำไรตลอดและยังขยายบริษัทฯเพิ่มขึ้นบนเนื้อที่กว่า 500 ไร่ และมีการขยายกิจการกว่า 8 โรงงาน |
|
แก้ไขล่าสุด ( วันจันทร์, 06 เมษายน 2009 10:19 )
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
News -
Uni Thailand
|
|
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon
|
|
พฤหัสบดี, 02 เมษายน 2009 03:53 |
|
เนื่องด้วย บริษัท สยามมิชลิน จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ตำบลสุขลา อำเภอศรีราชา ชลบุรี บริษัทแม่อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส บริษัท มิชลิน กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ มีบริษัทในเครือ 9 บริษัท ประกอบกิจการประเภทผลิตยางรถยนต์ ส่งไปจำหน่ายทั่วโลก มีพนักงานทั้งหมด 1,500 คน ตลอดเวลาที่บริษัทฯ ดำเนินกิจการมา 20 ปี มีผลกำไรอย่างต่อเนื่อง แต่คนงานที่ผลิตยางมิชลินกลับได้ค่าจ้างและสวัสดิการเพียงน้อยนิด อีกทั้งในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2552 บริษัทฯ อ้างว่าได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ จึงลดเงินเดือนพนักงานลง 13.04 เปอร์เซ็นต์ โดยข่มขู่ให้พนักงานลงลายมือชื่อยินยอมให้ลดค่าจ้าง พนักงานจึงยื่นข้อเรียกร้องไม่ให้มีการหักค่าจ้าง แต่บริษัทฯ ก็ยื่นข้อเรียกร้องต่อพนักงานให้หักค่าจ้างเพิ่มขึ้นเป็น 35 เปอร์เซ็นต์ และตัดสวัสดิการอื่นลงอีก จากปัญหาดังกล่าว ทำให้การเจรจาตกลงกันไม่ได้ จนเกิดเป็นข้อพิพาทแรงงาน บริษัทฯ จึงปิดงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง พนักงานได้รับเงินเดือนของเดือนมีนาคมก็ถูกหักค่าจ้างทุกคน รวมทั้งค่าจ้างที่ถูกปิดงานก็ถูกหัก สร้างความเดือดร้อนให้พนักงานเป็นอย่างมาก ผลการเจรจาข้อเรียกร้องล่าสุดมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีเข้าร่วมเจรจาแต่ยังหาข้อยุติไม่ได้ บริษัทฯ อ้างว่าต้องรอบริษัทแม่ตัดสินใจ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ บริษัทฯ ต้องการยืดเวลาออกไป เพราะทุกครั้งที่เจรจาก็จะบอกว่าไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ การกระทำดังกล่าวเป็นการบีบคั้นให้คนงานกดดัน และอยู่ต่อไปไม่ได้ จนต้องลาออกไปเอง โดยที่บริษัทฯ ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งที่บริษัทฯ ประกาศว่าเป็นสถานประกอบการที่มีมาตรฐาน ได้รับรางวัลแรงงานสัมพันธ์ดีเด่นติดต่อกัน แต่การกระทำของบริษัทฯ จะเห็นว่าเป็นการกระทำเพื่อลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของพนักงาน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ในฐานะองค์กรขับเคลื่อนศูนย์กลางของผู้ใช้แรงงาน โดยการนำของคุณวิไลวรรณ แซ่เตีย จะนำประเด็นดังกล่าวเข้าหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อหาทางช่วยเหลือคนงานให้ได้รับความเป็นธรรม อีกทั้งจะนำเรื่องเข้าสู่การประชุมประจำเดือนของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ต้นเดือนเมษายนนี้ เพื่อให้องค์กรสมาชิกพี่น้องผู้ใช้แรงงานพิจารณาช่วยเหลือแก่พนักงานมิชลิน
"ขณะนี้พนักงานมิชลิน ได้ชุมนุมอยู่ที่หน้าบริษัทฯ ในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อ.ศรีราชา ชลบุรี ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนและความเข้าใจจากเพื่อนพี่น้องผู้ใช้แรงงาน"
|
|
News -
Activities
|
|
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon
|
|
พฤหัสบดี, 02 เมษายน 2009 03:08 |
|
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2552 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.) ยื่นข้อร้องเรียนต่อผู้รายงานพิเศษแห่งองค์การสหประชาชาติ 3 ท่าน และคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ขององค์การสหประชาชาติ ต่อกรณีที่รัฐบาลไทยปฏิเสธไม่ให้แรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่า ซึ่งประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงานเข้าถึงกองทุนเงินทดแทนของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ดังนั้น คสรท. และ มสพ. จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้กลไกระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนในการดำเนินการเพื่อขอให้กระทรวงแรงงานยุติการเลือกปฏิบัติโดยการปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบในสังคม พวกเราได้เคยใช้ความพยายามโดยการเรียกร้องต่อเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของกระทรวงแรงงานของไทย ว่ามีแรงงานข้ามชาติชาวพม่าจำนวนมากที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานแต่กลับไม่ได้รับเงินทดแทนหรือหากได้รับก็เป็นจำนวนเงินที่น้อยกว่าสิทธิที่ควรจะได้ตามกฎหมาย แต่ทางกระทรวงแรงงานนอกจากจะปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าวอย่างไม่ใยดีแล้ว ยังคัดค้านคำอุทธรณ์ของเราด้วย เมื่อกลางปี พ.ศ.2551 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)ได้มีหนังสือสอบถามไปยังกระทรวงแรงงานต่อกรณีที่มีการปฏิเสธไม่ให้แรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่าเข้าถึงกองทุนเงินทดแทน ซึ่งถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ว่าด้วยการปฏิบัติโดยเท่าเทียมกัน (เรื่องค่าทดแทนกรณีเกิดอุบัติเหตุ) พ.ศ.2468 (อ.-19) แต่ทางกระทรวงแรงงานกลับปฏิเสธว่านโยบายดังกล่าวนั้นไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งยังไม่นำพาต่อข้อเสนอแนะในเรื่องดังกล่าวของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2 ฉบับที่ส่งไปที่กระทรวงแรงงานในปี พ.ศ. 2550 และ 2551 ที่ชี้ชัดว่านโยบายและการกีดกันดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติและไร้มนุษยธรรม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาขบวนการแรงงานไทยได้ให้ความช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติชาวพม่าในการดำเนินการทางกฏหมายว่าการถูกปฏิเสธสิทธิในการเข้าถึงกองทุนเงินทดแทนนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย โดยได้ช่วยเหลือให้แรงงานข้ามชาติฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือเวียนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของสำนักงานประกันสังคมที่กีดกันแรงงานข้ามชาติไม่ให้เข้าถึงกองทุนเงินทดแทน แต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2551 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าศาลปกครองไม่มีอำนาจในการพิจารณาการกระทำทางปกครองด้านแรงงาน ดังนั้นต่อมาในเดือนธันวาคม พ.ศ.2551 แรงงานข้ามชาติ จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลางเพื่อขอให้เพิกถอนหนังสือเวียนฉบับดังกล่าวและได้อุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ปฏิเสธไม่ให้แรงงานข้ามชาติที่ต้องทุพพลภาพอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุจากการทำงานเข้าถึงกองทุนเงินทดแทนต่อศาลฎีกา อย่างไรก็ตามในความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ศาลยุติธรรม เช่น ศาลแรงงานกลางและศาลฎีกานั้น ไม่มีเขตอำนาจที่จะเพิกถอนหนังสือเวียนฉบับดังกล่าวได้ ดังนั้น นโยบายดังกล่าวของกระทรวงแรงงานจึงยังคงไม่ได้รับการทบทวน อีกทั้งจากคำสั่งดังกล่าวของศาลปกครองสูงสุดก็เป็นผลให้การเยียวยาด้วยมาตรการทางกฎหมายภายในประเทศไทยไม่สามารถที่จะทำได้อีกต่อไป |
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
News -
Uni Thailand
|
|
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon
|
|
วันจันทร์, 09 มีนาคม 2009 08:56 |
พนักงานเทสโกโลตัส ถูกเลิกจ้างเนื่องจากยื่นข้อเรียกร้อง  เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2552 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่บริษัท เอกชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเต็ม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินการศูนย์กระจายสินค้าและค้าปลีกค้าส่งในเครือเทสโกโลตัส ได้มีการเลิกจ้างพนักงานในระดับผู้บังคับบัญชาโดยไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุที่ลูกจ้างยื่นข้อเรียกร้องและเตรียมการจัดตั้งสหภาพแรงงาน เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และขัดต่ออนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ 98 โดยลำดับเหตุการณ์ต่างๆ มีดังนี้ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2552 พนักงานระดับผู้บังคับบัญชาจำนวน 36 คน จากทั้งหมด 132 คน คิดเป็นอัตราส่วนมากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ตามที่กฎหมายกำหนดในการยื่นข้อเรียกร้อง ได้ทำการยื่นข้อเรียกร้องต่อนายจ้างให้มีการปรับปรุงสวัสดิการต่างๆ แต่นายจ้างปฏิเสธที่จะรับข้อเรียกร้องดังกล่าว และปฏิเสธในการเจรจา จึงได้มีการยื่นข้อพิพาทแรงงานในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 ทำให้บริษัทนัดเจรจาในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 ในช่วงเวลาก่อนการเจรจานายจ้างได้พยายามเกลี้ยกล่อมผู้ร่วมลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง 27 คน ให้ถอนรายชื่อออก โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น เรียกพนักงานแต่ละคนเข้าไปคุยตามลำพัง และส่งผู้บริหารระดับสูงไปเกลี้ยกล่อมคนในครอบครัวและกดดันให้ถอนรายชื่อออกจากข้อเรียกร้องดังกล่าวและต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการจัดตั้งสหภาพแรงงาน จึงส่งผลให้ข้อเรียกร้องตกไปไม่สามารถเจรจาข้อพิพาทแรงงานได้ และไม่สามารถจดทะเบียนสหภาพแรงงานได้ตามกฎหมาย ขณะเดียวกันนายจ้างได้แจ้งกับพนักงาน 9 คนที่คงเหลือที่ไม่ได้ถอนรายชื่อจากข้อเรียกร้องว่าต้องทำการเลิกจ้าง โดยอ้างเหตุภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและมีความจำเป็นในการปรับโครงสร้างองค์กร ทั้งที่ผลประกอบการล่าสุดของบริษัทเมื่อเดือนธันวาคม 2551 เป็นที่น่าพอใจ ทั้งนี้ทางบริษัทได้แจ้งให้ทั้ง 9 คน ไปรับจดหมายเลิกจ้างที่ป้อมยามด้านนอกและไม่อนุญาตให้เข้าภายในบริเวณของบริษัทตั้งแต่ 11 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นมา |
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
News -
Activities
|
|
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon
|
|
วันจันทร์, 09 มีนาคม 2009 07:54 |
แถลงการณ์ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD) เนื่องในวันตรีสากล ประจำปี 2552
เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2552 ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD) ในฐานะองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่มีความสนใจในประเด็นความเสมอภาคทางเพศ และมีบทบาทในการส่งเสริมให้ความรู้แก่เยาวชนในเรื่องดังกล่าว จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาล ดังต่อไปนี้ 1. รัฐบาลจะต้องดำเนินการในฐานะที่ประเทศไทยเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) โดยยกเลิกการตั้งข้อสงวนในอนุสัญญาทั้งหมด และดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายต่างๆของไทยให้สอดรับกับอนุสัญญาดังกล่าว 2. รัฐบาลจะต้องมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมสถานภาพสตรีในสังคมไทยอย่างจริงจัง โดยรวมทั้งการแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับสตรีใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับสตรีที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะกรณีที่เป็นคดีทางเพศ และเราขอให้รัฐบาลส่งเสริมรณรงค์แก่สังคมให้เข้าใจถึงความเสมอภาคทางเพศทั้งด้านสังคมและวัฒนธรรม เพื่อแก้ไขปัญหาบรรทัดฐานและค่านิยมในสังคมไทยที่ส่งเสริมระบบชายเป็นใหญ่และกดขี่สตรีเพศอยู่ 3. ในฐานะที่ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD) เป็นองค์กรสมาชิกของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เราจึงมีข้อเรียกร้องในประเด็นของแรงงานสตรีดังนี้ 3.1 เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาเรื่องการถูกคุกคามทางเพศและเอาเปรียบแรงงานหญิงในสถานที่ทำงาน ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่าแม้แต่ในหน่วยงานราชการเองก็ยังมีปัญหาเรื่องเหล่านี้ปรากฏอยู่ 3.2 เราขอให้รัฐบาลดำเนินการพัฒนาสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพและการอาชีวอนามัย ให้แรงงานหญิงได้เข้าถึงการให้บริการสุขภาพอย่างครบวงจร ตอบสนองต่อปัญหาต่างๆที่เกี่ยวกับสุขภาวะเพศหญิง โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นการเจ็บป่วยจากการทำงาน 3.3 เราขอให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาการเอาเปรียบแรงงานสตรีต่างด้าวและผู้ลี้ภัยที่เป็นสตรีในไทย ดำเนินการคุ้มครองแรงงานสตรีไทยในต่างแดน รวมทั้งแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง เพราะมีผู้หญิงจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ |
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
News -
Uni Thailand
|
|
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon
|
|
ศุกร์, 06 มีนาคม 2009 06:59 |
วันสตรีสากล กับสตรีไทย ในอดีตสตรีมักเป็นฝ่ายที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของชาย ไร้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพอย่างที่ควรจะได้รับและควรจะเป็น การกดขี่ข่มเหงและเอารัดเอาเปรียบที่มีมาตลอดในสังคม ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้สตรีส่วนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรม และความเท่าเทียมกันในสังคม ทั้งในส่วนของการต่อสู้ของปัจเจกชน การต่อสู้เป็นขบวนการ ซึ่งการต่อสู้เหล่านี้เกิดขึ้นทุกหนแห่ง ราวปี ค.ศ. 1789 (พ.ศ.2332) ก่อนมีการอ่านคำประกาศสิทธิมนุษยชนในสมัชชาแห่งสหประชาชาติ บรรดาสตรีชาวปารีสได้พร้อมใจกันเดินขบวนไปยังพระราชวังแวร์ซายส์ ในระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส เพื่อเรียกร้องเสรีภาพ ความเสมอภาคและภราดรภาพ รวมทั้งการเรียกร้องความคุ้มครองแก่สตรีขึ้นเป็นครั้งแรก ในครานั้นได้มีสตรีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่ง ลุกขึ้นมาประกาศ "สิทธิสตรี 17 ข้อ" อันได้แก่ เสรีภาพทางความคิด สิทธิทางการศึกษา เป็นต้น แต่ในที่สุดเธอก็ถูกประหารชีวิต โดยข้อหาว่า "ละเลยคุณธรรมที่สตรีเพศควรจะยึดมั่น" ต่อมาในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1857 (พ.ศ.2500) กลุ่มผู้ใช้แรงงานสตรีโรงงานทอผ้าและ ตัดเย็บเครื่อง นุ่งห่มพากันเดินขบวนประท้วงในนิวยอร์ก เพื่อเรียกร้องสิทธิในการทำงานและให้มีการรับรองสภาพการทำงานของสตรีที่ดียิ่งขึ้น ในปี ค.ศ.1866 (พ.ศ.2409) ได้มีการประชุมสมัชชาของบรรดาสมาคมผู้ใช้แรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 1 ขึ้น และที่ประชุมได้มีมติเกี่ยวกับการทำงานประกอบอาชีพของสตรี ซึ่งถือเป็นมติที่ ท้าทายต่อขนบประเพณีครั้งเด่นในสมัยนั้น ที่กำหนดให้สตรีต้องอยู่แต่ที่บ้าน จนมาถึงปี ค.ศ.1889 (พ.ศ.2432) ในวันที่ 19 กรกฎาคม คลาลา เซทคิน ผู้นำสตรีชาวเยอรมันได้แสดงสุนทรพจน์เป็นครั้งแรกในเรื่องปัญหาของสตรีต่อที่ประชุมผู้ก่อตั้งสภาคองเกรสสากล ครั้งที่ 2 ในกรุง ปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยได้เรียกร้องให้สตรีมีสิทธิในการทำงาน เรียกร้องให้มีการคุ้มครองสตรีและเด็ก รวมทั้งยังได้เรียกร้องให้สตรีมีส่วนร่วมในการประชุมระดับชาติและระดับสากลอีกด้วย มันเป็นเสียงเรียกร้องที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่ถือได้ว่าเป็นการจุดประกายการเคลื่อนไหวในขณะนั้น
|
|
อ่านเพิ่มเติม...
|
|
|
|
|
|
|
หน้า 3 จาก 13 |