| เรื่องราวของ สร.กสท |
|
|
|
| General |
|
สหภาพแรงงานรัวิสากิจ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) ประวัติศาสตร์ สร.กสท โดย สุขุม ชื่นมะนา (ประธาน สร.กสท) สหภาพแรงงานเป็นองค์กรของลูกจ้างที่มีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างความสัมพันธ์อันดี ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างและระหว่างลูกจ้างด้วยกันมีอำนาจหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองและแสวงหา สภาพการจ้างที่สูงขึ้นให้กับพนักงานและลูกจ้างที่เป็นสมาชิก รวมทั้งให้ความช่วยเหลือตามคำร้องทุกข์ของสมาชิกด้วย สหภาพแรงงานในประเทศไทยยังไม่สามารถจัดตั้งขึ้นได้โดยเสรีตามสนธิสัญญาขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ แต่สามารถจัดตั้งขึ้นได้ตามกรอบของกฎหมายที่กำหนด มีนายทะเบียนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้กำกับดูแล โดยใช้อำนาจของพระราชบัญญัติแรงงาน พ.ศ. 2518 ในอดีตนับตั้งแต่ที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ได้แยกหน่วยงานออกมาจากกรมไปรษณีย์โทรเลข มาจัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจ ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2520 ข้าราชการที่โอนมาเป็นพนักงานและลูกจ้างของการสื่อสารแห่งประเทศไทย จึงเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ก็อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายคุ้นครองแรงงาน(ประกาศ คณะปฏิวัติ ฉบับ ที่ 103 )และ พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เช่นเดียวกันกับลูกจ้างในสถานประกอบการของเอกชน พนักงาน กสท. จึงมีสิทธิรวมตัวกันจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การสื่อสารแห่งประเทศไทย (สรร.กสท) ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นองค์กรแรก แต่เนื่องจากลักษณะการปฏิบัติงานในการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) มีลักษณะงานที่แตกต่างกันอยู่สองด้านมีจำนวนพนักงานที่แตกต่างกัน คือ ด้านกิจการไปรษณีย์มีพนักงาน กว่า 16,000 คน และด้านกิจการโทรคมนาคมมีพนักงานเพียง 6,000 คน คณะกรรมการที่เข้าบริหารงานสหภาพแรงงาน จึงมาจากสมาชิกด้านไปรษณีย์ แนวนโยบายส่งเสริมกิจการด้านไปรษณีย์ ประกอบกับกฎหมายให้อำนาจในการจัดตั้งสหภาพแรงงานไว้โดยไม่จำกัดจำนวน เพียงแต่ให้มีผู้ก่อการ 10 คน รวมตัวกันยกร่างข้อบังคับแล้วนำไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนสหภาพแรงงานก็สามารถจัดตั้งได้ ผู้นำแรงงานด้านกิจการโทรคมนาคม จึงได้รวมตัวกัน จัดตั้ง สหภาพแรงงาน โทรคมนาคม กสท.ขึ้น เป็นสหภาพแรงงาน ที่ 2 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2522 และต่อๆ มาก็มีการจัดตั้งสหภาพแรงงานระดับกลางขึ้นเป็นสหภาพแรงงานที่ 3 โดยการรวมตัวของพนักงานในระดับหัวหน้าที่ทำการขึ้นไป เพราะกฎหมายได้บัญญัติให้พนักงานและลูกจ้างมีสิทธิเป็นสมาชิกและจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ทุกคนยกเว้นผู้ว่าการหรือ ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจนั้นๆ เพียงท่านเดียวที่ถือว่าเป็นนายจ้างหรือผู้แทนนายจ้าง สหภาพแรงงาน โทรคมนาคม การสื่อสารแห่งประเทศไทย (สทก.) ได้จัดตั้งขึ้นโดยมี นายจรัญ พลเสน เป็นประธานคณะผู้ก่อการ มีแกนนำหลายท่าน อาทิเช่น นายวิชัย ภาคอรรถ นายวิชาญ สุภาพเพชร นายเสกสรร รอยลาภเจริญพร นายสุรพล เอี่ยมรักษา และนายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง เมื่อได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเป็นผลสำเร็จได้มีการเปิดประชุมใหญ่สามัญครั้งแรกขึ้น ที่ประชุมใหญ่ได้มีมติเลือกตั้งให้ นายสุรพล เอี่ยมรักษา เป็นประธานสหภาพแรงงานโทรคมนาคม กสท. คนที่ 1 การดำรงตำแหน่งของ นายสุรพล เอี่ยมรักษา ไม่สามารถบริหารงานจนครบวาระ ในปี พ.ศ.2523 ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีมีมติเห็นชอบให้ นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน นับตั้งแต่ นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง เข้ารับตำแหน่งสามารถบริหารให้สหภาพแรงงานพัฒนามาอย่างต่อเนื่องสามารถกำหนดนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อลูกจ้าง ต่อองค์กร และเป็นที่ยอมรับในหมู่สหภาพแรงงานของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เนื่องจากมีการปรับปรุงสภาพการจ้างให้สูงขึ้นอาทิเช่นเรียกร้องให้รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีปรับปรุงสภาพการจ้างในเรื่องการจ่ายเงินโบนัส เมื่อเดือนธันวาคม 2524 และมีการเรียกร้องในการปรับโครงสร้างเงินเดือนให้กับลูกจ้างในรัฐวิสาหกิจหลายครั้ง เป็นระยะๆตลอดมา จนได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ที่เป็นการรวมตัวกันของสหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ 40 กว่ารัฐวิสาหกิจ ถึง 2 สมัย ติดต่อกัน (ปี2526-2530) และได้รับความไว้วางใจโดยได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสภาองค์การลูกจ้างสมาพันธ์ แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย (ปี2530-2532) นอกจากนี้แล้วสหภาพแรงงานยังให้ความสำคัญในเรื่องการจัดสัมมนาและให้การสื่อสารอบรมเพื่อให้สมาชิกได้รับทราบข้อมูล นโยบายที่สำคัญของรัฐบาล นโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เริ่มใช้นโยบายที่สำคัญ คือการมีส่วนร่วมในการบริหารองค์กร ได้เข้ารวมเป็นกรรมการต่าง ๆ ร่วมกับฝ่ายบริหาร พัฒนากิจการโทรคมนาคม และพัฒนาองค์กรปรับโครงสร้างการบริหารด้านกิจการโทรคมนาคมให้เกิดความเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 2533 สหภาพแรงงานโทรคมนาคม กสท.โดย นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง เป็นแกนนำทุกรัฐวิสาหกิจ จัดให้มีการชุมนุม อย่างยืดเยื้อ 4 วัน 3 คืน ที่บริเวณ ลานต้นโพธิ หลังตึก ปณก. บางรัก ระหว่างวันที่ 28 – 31 พ.ศ. 2533 เพื่อเรียกร้องการปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่รัฐบาล ปรับให้เฉพาะราชการเท่านั้น และในที่สุด ก็ทำให้รัฐบาลต้องจำยอมปรับโครงสร้างเงินเดือนให้กับพนักงานรัฐวิสาหกิจเช่นเดียวกัน ต่อมาในปี 2534 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.)ได้มีการปฏิวัติรัฐประหารและยึดอำนาจการปกครองจาก พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้มีนโยบายที่จะยุบสหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจเพราะเห็นว่า ขบวนการแรงงานในรัฐวิสาหกิจมีความเข้มแข็ง ผู้นำแรงงานสามารถรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น และเป็นแกนนำสามารถชี้นำขบวนการแรงงานในภาคเอกชน รัฐบาลของคณะ รสช. จึง ได้ตราพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ขึ้น และมีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2534 ด้วยบทบัญญัติของกฎหมายนี้ทำให้พนักงานและลูกจ้างของทุกรัฐวิสาหกิจพ้นจากการคุ้มครองของกฎหมายคุ้มครองแรงงานและพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ผลของกฎหมายนี้ ทำให้ สหภาพแรงงานทุกรัฐวิสาหกิจถูกยกเลิกและให้สิทธิแก่พนักงานลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจเพียงแค่ให้จัดตั้งสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจขึ้นใหม่ เท่านั้น และให้จัดตั้งได้เพียง 1 สมาคม ใน 1 รัฐวิสาหกิจ ไม่มีอำนาจในการยื่นข้อเรียกร้อง ไม่มีอำนาจในการเจรจาต่อรอง ไม่มีบทคุ้มครองการกระทำอันไม่เป็นธรรม คงไว้แต่เพียงให้สมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจมีอำนาจในการยื่นข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของพนักงานในเรื่องที่เกี่ยวกับเงินเดือนค่าจ้าง วันเวลาทำงานและสวัสดิการเท่านั้น สหภาพแรงงานในการสื่อสารแห่งประเทศไทยในขณะนั้นจำนวน 3 สหภาพแรงงานต้องถูกยกเลิกไปโดยกฎหมาย ประกอบด้วย1. สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การสื่อสารแห่งประเทศไทย มีสมาชิกประมาณ 14,000 คน มีนายสนาม พรหมคุณ เป็นประธาน2. สหภาพแรงงานโทรคมนาคม กสท. มีสมาชิกประมาณ 7,000 คน มี นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง เป็นประธาน3. สหภาพแรงงานระดับกลาง มีสมาชิกประมาณ 600 คน มี นายพินิจ ซีบังเกิด เป็นประธาน เนื่องจากบทบัญญัติของ พ.ร.บ. พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 กำหนดให้จัดตั้งสมาคมได้เพียง 1 สมาคม ใน 1 รัฐวิสาหกิจ จึงทำให้ทั้ง 3 สหภาพแรงงานได้เรียกประชุมด่วนเพื่อพิจารณาดำเนินการรวมตัวกันจัดตั้งสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยขึ้นเพราะจะสามารถจัดตั้งได้เพียงองค์กรเดียว การประชุมไม่เป็นผลสำเร็จไม่สามารถเรียกประชุมครั้งที่ 2 ได้เพราะ มีแกนนำบางรายแอบนำรายชื่อพนักงานที่ให้การสนับสนุนนำไปยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมฯ ตามกฎหมายกำหนดว่ามีพนักงานหรือลูกจ้างให้การสนับสนุนเข้าเป็นสมาชิกครบ ร้อยละ 10 สามารถยื่นขอจดทะเบียนได้และจะได้รับทะเบียนเมื่อมีผู้สนับสนุนครบ ร้อยละ 25 นายทะเบียนจะจดทะเบียนให้กับกลุ่มผู้ก่อการที่มีสมาชิก ครบเป็นรายแรก รายเดียว การช่วงชิงการจัดตั้งสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยจึงเกิดขึ้น นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุงได้นำรายชื่อพนักงานที่ให้การสนับสนุนเข้ายื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมเป็นกลุ่มที่ 2 และยื่นคัดค้านให้นายทะเบียนต้องตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของรายชื่อสมาชิกที่ให้การสนับสนุน ผลการตรวจสอบของนายทะเบียนเห็นว่ากลุ่มของ นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง มีหลักฐานถูกต้องครบถ้วนจึงได้ออกทะเบียนจัดตั้ง สมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ การสื่อสารแห่งประเทศไทย (สพร.กสท.) ให้แก่กลุ่ม นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2534 และนายวัฒนะ เอี่ยมบำรุงก็ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทย การดำเนินงานของสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายฉบับนี้ค่อนข้างมีขีดจำกัด ผู้นำแรงงานในรัฐวิสาหกิจไม่พอใจจึงรวมตัวกันเคลื่อนไหวขับไล่ รัฐบาล รสช. โดยแกนนำพนักงาน กสท. นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง นายพงษ์ศักดิ์ เปล่งแสง นายสมบูรณ์ ทรัพย์สาร ในยุคพฤษภาทมิฬ หลังจากนั้น รัฐบาลได้กำหนดนโยบายที่จะขายรัฐวิสาหกิจ ไม่ส่งเสริมการลงทุนไม่อนุมัติให้ใช้งบประมาณลงทุนขยายการดำเนินงาน แต่กำหนดนโยบายการให้สัมปทานแก่เอกชน การต่อสู้คัดค้านของสมาคมพนักงานที่รุนแรงในปี 2536 ต่อนโยบายรัฐบาลที่จะยกกิจการโทรศัพท์ระหว่างประเทศของ กสท. ให้กับบริษัทเอกชนเปิดให้บริการ จนในที่สุด ได้มีการปรับคณะรัฐมนตรีและนโยบายดังกล่าวถูกระงับไป การดำรงตำแหน่งนายกสมาคมตามที่กฎหมายกำหนดสามารถดำรงตำแหน่งได้ ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน ดังนั้น เมื่อครบ 2 วาระ นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง ก็ไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกสมาคมต่อไปได้ ในปี 2542 เมื่อได้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ผลปรากฏว่า ผู้นำกลุ่มที่ 1 คือ นายสุขุม ชื่นมะนา ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกสมาคมฯ เข้าบริหารงาน ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลมีนโยบายเกี่ยวกับการเปิดการค้าเสรี และกำหนดให้มีการแข่งขัน ซึ่งเป็นผลจากข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2540 มาตรา 40 และเป็นไปตามแผนพัฒนากิจการโทรคมนาคม นายสุขุม ชื่นมะนา ในฐานะนายกสมาคม จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญเข้าร่วมพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในขณะเดียวกันทางด้านขบวนการแรงงานพนักงานรัฐวิสาหกิจได้เรียกร้องผลักดันให้รัฐบาลคืนสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน จนกระทั่งรัฐบาลโดยการนำของนายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย ได้ตราพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ขึ้น มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2543 โดยคืนอำนาจการจัดตั้งสหภาพแรงงานให้กับพนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งให้อำนาจในการยื่นข้อเรียกร้อง เจรจาต่อรองทำข้อตกลงสภาพการจ้างและ เพิ่มบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง มีบทเฉพาะการในมาตรา 92 และมาตรา 93 ดังนี้ มาตรา 92 ให้ถือว่าสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจซึ่งได้จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 เป็นสหภาพแรงงานตามพระราชบัญญัตินี้ และมีสิทธิหน้าที่ดำเนินการได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ เมื่อครบกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้าสหภาพแรงงานตามวรรคหนึ่งแห่งใดมีสมาชิกไม่ครบตามที่กำหนดในมาตรา 42 ให้ถือว่าสหภาพแรงงานนั้นเป็นอันสิ้นสุดและให้นำบทบัญญัติตามมาตรา68 และมาตรา 69 มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 93 เมื่อครบกำหนดตามมาตรา 92 วรรคสอง ให้สหภาพแรงงานตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง ที่มีสมาชิกครบตามที่กำหนดในมาตรา 42 จัดให้มีการเลือกตั้งกรรมการสหภาพแรงงานขึ้นใหม่โดยมิชักช้า ให้กรรมการสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานตามมาตรา 92 พ้นจากตำแหน่ง เมื่อจัดให้มีการเลือกตั้งกรรมการสหภาพแรงงานขึ้นใหม่แล้ว หรือเมื่อพ้นหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ไม่ว่าข้อบังคับของสหภาพแรงงานนั้นจะกำหนดไว้อย่างไร ผลของกฎหมายดังกล่าวทำให้สมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจการ สื่อสารแห่งประเทศไทย เปลี่ยนเป็นสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การสื่อสารแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการโดย นายกสมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ นายสุขุม ชื่นมะนา ต้องเปลี่ยนตำแหน่งเป็นประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การสื่อสารแห่งประเทศไทย นโยบายในขณะนั้นสหภาพแรงงานต้องเร่งรัดสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องหลักการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ เพื่อความอยู่รอดขององค์กร สหภาพแรงงาน ต้องเข้าร่วมดำเนินการในการกำหนดสิทธิประโยชน์สภาพการจ้างของพนักงานในการแปลงสภาพ สหภาพแรงงาน ได้กำหนดนโยบายการจัดตั้งอนุกรรมการ ขึ้นทั่วประเทศ เพื่อเป็นแกนนำ และประสานงานระหว่างคณะกรรมการกับมวลสมาชิกในการเคลื่อนไหวเรียกร้อง เจรจาต่อรอง และปกป้อง ผลประโยชน์และความมั่นคงในการทำงานจากการแปรสภาพดังกล่าว หลังจากที่โอนมาเป็น สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การสื่อสารแห่งประเทศไทย กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการเลือกตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่ขึ้น ภายใน 150 วัน ผลการเลือกตั้ง กลุ่มของนายวัฒนะ เอี่ยมบำรุงได้รับการเลือกตั้งอีกครั้ง และนายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง ก็ เข้ารับตำแหน่งประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการสื่อสารแห่งประเทศไทยคนต่อมา ในเดือนสิงหาคม 2543 จนกระทั่ง ในวันที่ 14 สิงหาคม 2546 การสื่อสารแห่งประเทศไทย ได้แปลงสภาพและแยกการจัดตั้ง เป็น 2 บริษัท โดยจดทะเบียนจัดตั้งเป็น บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยอำนาจของพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ที่กำหนดให้บทบัญญัติของกฎหมายที่ให้การคุ้มครองแก่พนักงาน ยังคงใช้บังคับต่อไป ทำให้คณะกรรมการกฤษฎีกาได้วินิจฉัยว่าให้ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การสื่อสารแห่งประเทศไทย ที่โอนสมาชิกไปทั้ง 2 บริษัท นั้นถ้าสมาชิกที่โอนไป มีจำนวนครบ ร้อยละ 25 ของพนักงานของแต่ละบริษัทตามที่กฎหมายกำหนด ก็ให้นายทะเบียนจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจให้กับบริษัทนั้น ๆ ได้ ผลปรากฏว่าทั้ง 2 บริษัท มีสมาชิกครบร้อยละ 25 ตามกฎหมายกำหนด จึงได้มีการจดทะเบียนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยถือว่าทั้ง 2 สหภาพแรงงาน นี้โอนมาจาก สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การสื่อสารแห่งประเทศไทย สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (สร.กสท) จึงจัดตั้งขึ้น นับตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2546 โดย นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การสื่อสารแห่งประเทศไทย ได้โอนมาปฏิบัติงานใน บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จึงรับตำแหน่งประธานสหภาพแรงงานต่อเนื่อง มาจนถึงปัจจุบัน ประวัตินายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง นายวัฒนะ เอี่ยมบำรุง เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2490 ปัจจุบัน อายุ 58 ปี การศึกษา ปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ช่างวิทยุ วิทยาลัยช่างกลพระนครเหนือ หน้าที่การงาน ปี 2511 เข้ารับราชการ ช่างจัตวา อันดับ 2 ที่ทำการควบคุมวงจร กองช่างวิทยุ กรมไปรษณีย์โทรเลขปี 2520 โอนหน่วยงานจาก กรมไปรษณีย์โทรเลข มาเป็น การสื่อสารแห่งประเทศไทย ปี 2546 แปรสภาพ การสื่อสารแห่งประเทศไทย มาเป็น บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ได้ปฏิบัติหน้าที่มาจนถึงปัจจุบัน ในตำแหน่ง ผู้ชำนาญการ 8 ฝ่ายบริหารงานบุคคลและสวัสดิการ การทำงานด้านแรงงานในระดับหน่วยงาน ปี 2522 เข้าร่วมก่อตั้งสหภาพแรงงานโทรคมนาคม การสื่อสารแห่งประเทศไทยปี 2523 ดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแรงงานโทรคมนาคม การสื่อสารแห่งประเทศไทยปี 2534 สหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจ ถูกยุบเลิก จึงเป็นแกนนำในการจัดตั้ง สมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ การสื่อสารแห่งประเทศไทย และดำรงตำแหน่งนายกสมาคม ควบ 2 สมัย ปี 2541 ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจ การสื่อสารแห่งประเทศไทย (เว้นวรรคตามกฎหมายกำหนด)ปี 2543 พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มีผลบังคับใช้ได้รับการแต่งตั้งกลับมาเป็นประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การสื่อสารแห่งประเทศไทยปี 2546 ดำรงตำแหน่ง ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ถึงปัจจุบัน การทำงานด้านแรงงานในระดับชาติ ปี 2526 - 2530 ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ติดต่อกัน 2 สมัย 4 ปี ปี 2530 - 2532 ดำรงตำแหน่ง ประธานสภาองค์การลูกจ้าง สมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทยปี 2534 – 2538 ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ การดำรงตำแหน่งกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ปี 2542 - ดำรงตำแหน่งกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่าง พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543- ดำรงตำแหน่งกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่าง พระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 |
SEWU-CAT


