เครือข่ายองค์กรแรงงานต่างๆ ร่วมคัดค้านการลดเงินสมทบประกันสังคม พิมพ์
News - Uni Thailand
เขียนโดย Kwansakul Chaopanon   
อังคาร, 26 พฤษภาคม 2009 06:58

เครือข่ายองค์กรแรงงานต่างๆ ร่วมคัดค้านการลดเงินสมทบประกันสังคม

บทความโดย...ทีมวิชาการ UNI-TLC และ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย

ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) มีมติเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2552 ให้มีการลดอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ทั้งในส่วนของนายจ้างและลูกจ้างจากฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง เหลือในอัตราฝ่ายละ 3% ของค่าจ้าง โดยรัฐบาลยังคงจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในอัตรา 2.75% ของค่าจ้างอยู่เช่นเดิม โดยกระทรวงแรงงานได้นำมติดังกล่าวเสนอขอความเห็นนอกรอบต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552
โดยกระทรวงแรงงานในฐานะหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลพิจารณาเห็นว่า การลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้บางส่วน เนื่องจากมาตรการนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มสภาพคล่องของสถานประกอบการและเพิ่มกำลังซื้อสินค้าและบริการของลูกจ้าง ผู้ประกันตน ซึ่งเป็นผลทางอ้อมไปสู่การจ้างงาน และการมีงานทำของประชาชน ทั้งนี้การลดอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม กระทรวงแรงงานคาดการณ์ว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ประมาณวันที 1 กรกฎาคม 2552 และมีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 รวม 6 เดือน จากนั้นให้กลับมาใช้ในอัตราเดิม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป

มติดังกล่าวนำมาสู่ความห่วงใยและกังวลใจของผู้ประกันตน จึงทำให้คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยยื่นหนังสือคัดค้านในประเด็นดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2552 ณ โรงแรมรามาการ์เด้น ในการสัมมนา "การลดเงินสมทบประกันสังคม ใครได้ประโยชน์...ใครเสียประโยชน์" ซึ่งจัดโดยกรรมาธิการการแรงงานฯ วุฒิสภา เนื่องจากเห็นว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่นายจ้างมากกว่าลูกจ้าง หรือการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวนี้อย่างเร่งรีบ โดยไม่มีกระบวนการฟังเสียงลูกจ้างและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหรือเห็นต่าง ซึ่งแท้จริงแล้วจำเป็นต้องการให้ศึกษาผลกระทบอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจประกาศลดเงินสมทบประกันสังคม เพราะผลพวงที่ตามมา คือ กองทุนประกันสังคม ต้องสูญเงินไปถึง 15,600 ล้านบาท

จากสถานการณ์ดังกล่าว คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และเครือข่ายองค์กรแรงงานต่างๆ ได้มีการพิจารณาแล้ว มีความเห็นว่าการปรับลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของลูกจ้างและนายจ้าง เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อสถานประกอบการ ที่นายจ้างมีการจ้างลูกจ้างจำนวนมาก เพราะเป็นการลดภาระในการรับผิดชอบชีวิตลูกจ้างลงจากเดิม ทำให้นายจ้างลดต้นทุนที่จะต้องจ่ายเงินสมทบถึง 2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจคิดเป็นเงินนับล้านบาทในเวลา 6 เดือน สำหรับบางสถานประกอบการที่มีลูกจ้างจำนวนมาก ซึ่งการได้ประโยชน์ของนายจ้างนี้ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า นายจ้างจะไม่เลิกจ้างลูกจ้าง เพราะการลดเงินสมทบของนายจ้างเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น และวงเงินไม่ต้องส่งมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนเงินลงทุนของสถานประกอบการซึ่งเป็นจำนวนหลักพันล้าน จึงไม่สามารถช่วยลดการเลิกจ้าง หรือลดต้นทุนการผลิตได้ รวมทั้งการลดเงินสมทบประกันสังคมไม่ได้หมายถึง การมีคำสั่งซื้อ/ยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น และจากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์และแก้ไขปัญหาผู้ถูกเลิกจ้างและว่างงาน ของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยและเครือข่ายองค์กรแรงงานต่างๆ ระหว่างวันที่ 20 มกราคม – 20 เมษายน 2552 พบว่า ปัญหาหลักของลูกจ้าง คือ การถูกนายจ้างฉวยโอกาสใช้ข้ออ้างเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจมาเลิกจ้างลูกจ้าง รวมถึงการที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่น การถูกลดเวลาทำงาน ลดค่าจ้าง ไม่ได้รับค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง ในส่วนนี้พบปัญหามากถึง 12,693 คน จึงเป็นภาพสะท้อนที่ชี้ชัดว่า สถานประกอบการบางแห่งก็ยังมีการเลิกจ้างลูกจ้างอยู่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการลดหรือไม่ลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้างว่าจะช่วยลดการเลิกจ้างได้ อีกทั้งมาตรการดังกล่าวทำให้ลูกจ้างเสียประโยชน์ ตามประเด็นต่อไปนี้
1. ไม่ได้เป็นการแบ่งเบาภาระลูกจ้างจากวิกฤติเศรษฐกิจอย่างแท้จริง จากการศึกษาพบว่า ลูกจ้างจะลดเงินได้สูงสุดเพียง 33.50 - 300 บาทต่อเดือนเท่านั้น หรือเฉลี่ย 1 - 10 บาทต่อวัน ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาสินค้าที่จำเป็นต้องใช้บริโภค อุปโภคในชีวิตประจำวัน เช่น ราคาข้าวสาร ราคาอาหารสด รวมถึงภาษีที่ลูกจ้างต้องจ่ายผ่านการซื้อสินค้าที่ต้องเสียถึงร้อยละ 7 (VAT 7 เปอร์เซ็นต์) เห็นได้ว่าลูกจ้างแทบจะนำเงินที่ไม่ต้องจ่ายสมทบร้อยละ 2 นี้มาซื้อสินค้าหรือนำมาใช้ตามนโยบายการซื้อ-การขายกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งแทบจะเห็นผลการแบ่งเบาภาระให้ลูกจ้างได้น้อยมาก
2. การส่งผลกระทบระยะยาวต่อผู้ประกันตนที่จะต้องรับเงินชราภาพ จากการศึกษาพบว่าจะทำให้กองทุนประกันสังคมขาดรายได้มากกว่า 15,000 ล้านบาท ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนที่จะรับเงินจากกองทุนชราภาพที่กองทุนจะต้องจ่ายตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป นอกจากนั้นยังพบว่าแม้จะมีการเก็บเงินสมทบในอัตราเดิม ก็จะทำให้เงินกองทุนนี้หมดลงในปี 2590 ฉะนั้นการลดเงินสมทบในวันนี้ จึงเป็นการเร่งระยะเวลาที่เร็วขึ้นของการล่มสลายของกองทุนประกันสังคมในอนาคต เหมือนกับว่าเป็นการดึงเงินในอนาคตมาใช้ก่อน   
3. ผู้ประกันตนต้องแบกรับภาระความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันรัฐบาลได้อนุมัติให้ขึ้นค่าเหมาจ่ายด้านรักษาพยาบาลประจำปี 2553 จากเดิม 1,539 บาทต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 1,861 บาทต่อคนต่อปี ทำให้กองทุนประกันสังคมต้องจ่ายเงินให้โรงพยาบาลมากขึ้นถึงปีละ 4,000 – 4,500 ล้านบาท ผนวกรวมกับมาตรการการลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ยิ่งทำให้เม็ดเงินหายไปจากกองทุนเพิ่มขึ้นอีก จึงอาจจะส่งผลต่อเสถียรภาพของกองทุนได้ต่อไป ที่มีความเสี่ยงที่เงินจะไม่พอจ่ายสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนในอนาคต
4. ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพราะลูกจ้างยังถูกเลิกจ้างอยู่เช่นเดิม ทำให้กองทุนต้องแบกรับภาวการณ์ว่างงานเพิ่มขึ้นอีกกรณีหนึ่ง ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้นว่า การลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมไม่ได้ทำให้นายจ้างไม่เลิกจ้างแรงงาน จึงทำให้กองทุนประกันสังคมต้องนำเงินมาจ่ายทดแทนเพิ่มขึ้นในส่วนของประกันการว่างงาน ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีมาตรการลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ยิ่งเป็นการทำให้เม็ดเงินหายไปมากขึ้นอีก

จากเหตุและผลที่ได้นำเสนอมานั้น คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และเครือข่ายองค์กรแรงงานต่างๆ จึงมีข้อเสนอต่อภาครัฐดังนี้
1. เรียกร้องให้รัฐบาลมีการทบทวนมาตรการการลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมอีกครั้งหนึ่ง  เพราะจากข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้นดังที่กล่าวมาได้ชี้ให้เห็นชัดว่า ไม่ใช่สถานประกอบการทุกแห่งในกิจการจ้างงานทุกประเภท ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ มีเพียงบางกิจการที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกต่างประเทศเท่านั้นที่รับผลกระทบ นอกจากนั้นบางสถานประกอบการได้เลือกใช้สถานการณ์ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเป็นข้ออ้างในการฉวยโอกาสเลิกจ้างงาน ฉะนั้นรัฐบาลควรมีการศึกษา/สำรวจก่อนว่ามีสถานประกอบการใดที่ได้รับผลกระทบบ้าง แล้วถึงจะนำมาตรการดังกล่าวมาใช้ และถ้ารัฐบาลได้นำมาตรการดังกล่าวมาใช้กับบางสถานประกอบการแล้วนั้น รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบหาเงินมาจ่ายทดแทนในส่วนที่ลดลงให้กับลูกจ้างและนายจ้างที่หายไปจากกองทุนกว่า 15,000 ล้านบาทด้วยเช่นกัน เพื่อจะได้ไม่กระทบกับฐานะทางการเงินของกองทุนประกันสังคมต่อไปในอนาคต
2. รัฐบาลควรต้องมีมาตรการตรวจสอบการลดชั่วโมงทำงาน หรือการใช้ระบบการจ้างงานเชิงซ้อนหลากหลายรูปแบบ ที่นายจ้างทำเพื่อบีบให้ลูกจ้างลาออก หรือยอมจำนนกับการต้องทำงานในลักษณะรูปแบบการกดขี่ขูดรีดที่เลวร้าย  เพราะในปัจจุบันมีสถานประกอบการจำนวนหนึ่ง ที่ไม่ต้องการรับภาระการจ่ายเงินชดเชยเมื่อเลิกจ้าง จึงอาจใช้วิธีการลดชั่วโมงทำงานของลูกจ้าง จนลูกจ้างมีรายได้น้อยและลาออกในที่สุด ซึ่งจะทำให้ลูกจ้างขาดทั้งสิทธิในการได้รับเงินชดเชย และประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานน้อยลง เพราะถือว่าเป็นการลาออกเอง หรือการขาดสิทธิต่อเนื่อง เพราะขาดความรู้ความเข้าใจในการดำเนินการรักษาสิทธิที่มีเงื่อนไขเวลา
3. รัฐบาลควรจะพิจารณาการขยายระบบประกันสังคมไปสู่แรงงานนอกระบบและแรงงานกลุ่มอื่นๆ ให้มากขึ้น เพราะขณะนี้มีลูกจ้างหลายประเภทที่ยังไม่ได้รับการดูแลโดยระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างชั่วคราวของราชการและรัฐวิสาหกิจ เกษตรกร ลูกจ้างภาคเกษตร ผู้รับงานมาทำตามบ้าน รับจ้างทำสินค้า รวมทั้งผู้ประกอบอาชีพอิสระทั้งหลาย ตั้งแต่หาบเร่แผงลอย ทนายความ ช่างเสริมสวย การขยายความคุ้มครองประกันสังคมไปยังแรงงานนอกระบบ ซึ่งรวมถึงกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่เข้าเมืองแบบถูกกฎหมาย
4. รัฐบาลต้องมีการผลักดันแก้ไขการประกันการว่างงานของประกันสังคม โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับแรงงานสูงอายุ ที่มีการตัดสิทธิผู้ได้รับประโยชน์เนื่องจากอายุเกิน 55 ปี

หมายเหตุ : รายละเอียดของเอกสารเพิ่มเติมท่านสามารถขอรับได้ที่ อีเมล อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน